มีไหม? "หุ้นเด่น" ช่วงสงคราม เมื่อสถานการณ์ตะวันออกกลางยังกดดันตลาด
มีไหม? "หุ้นเด่น" ช่วงสงคราม เมื่อสถานการณ์ตะวันออกกลางยังกดดันตลาด โบรกฯ แนะ ระยะสั้นควรเลือก Wait & See สถานการณ์ค่อนข้างผันผวน
บริษัทหลักทรัพย์ พาย หรือ Pi Securities ระบุว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงกดดันบรรยากาศการลงทุน สถิติในอดีตชี้ว่าภาวะสงครามมักใช้ระยะเวลาราว 1 เดือน (โดยเฉลี่ย) แต่ก็มีบางเหตุการณ์ที่ใช้ระยะเวลาเพียง 1-2 สัปดาห์ และตลาดหุ้นปรับฐานเฉลี่ย 5%
โดยหาก มองกรณีไม่ยืดเยื้อกระทบไทยจำกัด แต่หากยืดเยื้อจะกดดันผ่านต้นทุนสินค้าและการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวเอเชีย ระยะสั้นควรเลือก Wait & See สถานการณ์ค่อนข้างผันผวน
แต่นักลงทุนระยะกลางยังแนะเป็นโอกาสเพราะเชื่อว่าท้ายที่สุดจะมีทางออกที่ดี โดยเฉพาะกลุ่มที่กำลังจะจ่ายปันผลดี (BANK) ระยะสั้นเน้นพักเงินใน Defensive (สื่อสาร โรงพยาบาล)
ด้าน ตลาดหุ้น Dow Jones เมื่อคืนปิดลบ 403 จุด (-0.8%) นักลงทุนกังวลกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจจะยืดเยื้อและกดดันเงินเฟ้อ ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดบวก 4.7% รับแรงกดดันจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านที่จะกดดันการขนส่ง
อย่างไรก็ตาม วานนี้ (3 มี.ค.) ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ยังคงปรับลดลงนักลงทุนยังคงไม่มั่นใจสถานการณ์ในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน รายงานล่าสุดพบว่าอิหร่านได้ทำการโจมตีหลายๆประเทศในตะวันออกกลาง มุ่งเน้นที่โครงสร้างพื้นฐานพร้อมกับประกาศว่าเรือบรรทุกสินค้าใดๆก็ตามที่ผ่านช่องแคบ ช่องแคบฮอร์มุซ จะเผชิญการโจมตี
ทั้งนี้สิ่งที่นักลงทุนกังวลอาจไปอยู่ที่สถานการณ์ราคาสินค้าหลังจากนี้เพราะช่องแคบช่องแคบฮอร์มุซ คือจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ขนส่งน้ำมันและแก๊สธรรมชาติราว 20% ของอุปทานโลกและหลายๆประเทศก็พึ่งพาน้ำมันที่มาจากช่องทางดังกล่าว เช่น จีน ที่นับเป็นผู้นำเข้าน้ำมันกว่า 45% จากการขนส่งผ่านช่องแคบ ช่องแคบฮอร์มุซ และกว่า 90% ของการส่งออกน้ำมันของอิหร่านก็ไปขายให้กับประเทศจีน
นอกเหนือจากจีนแล้วยังได้ส่งผ่านไปยังประเทศต่างๆในเอเชียอย่าง อินเดีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น รวมถึงไทย ดังนั้นหากสถานการณ์ยืดเยื้อจะยิ่งกดดันราคาน้ำมันและแก๊สธรรมชาติโดยเฉพาะฝั่งเอเชียที่จะขาดแคลนน้ำมันรวมถึงกระทบกับเศรษฐกิจ
ในฝั่งของรัฐบาลไทยนั้น ได้ออกมายืนยันว่าจะคงราคาน้ำมันดีเซลไว้ 15 วัน แม้ไม่อาจประเมินได้ว่าสงครามรอบนี้จะใช้ระยะเวลานานขนาดไหน
แต่ข้อมูลในอดีตระบุไว้ว่าโดยเฉลี่ยตั้งแต่ปี 1941 – 2020 สงครามมักทำให้ตลาดหุ้นปรับลงเฉลี่ย 5% โดยสูงสุดเห็นการปรับฐานมากถึง 20% และมักจะใช้ระยะเวลาโดยเฉลี่ย 22 วันในการเผชิญจุดต่ำสุด คืนนี้รอติดตามตัวเลขการจ้างงานของภาคเอกชนจาก ADP Bloomberg Consensus คาดการณ์ไว้ที่ 5 หมื่นราย
ประเมิน SET INDEX ยังเสี่ยงปรับฐานในกรอบ 1440 – 1475 จิตวิทยาการลงทุนยังเป็นลบจากการปรับลงของหุ้นเอเชีย (เช้านี้ KOSPI -5.5% Nikkei -2.5%) และไทยอาจเผชิญแรงกดดันจากการท่องเที่ยวในกรณีที่สงครามยืดเยื้อจนกดดันกำลังซื้อของคนในฝั่งเอเชียโดยเฉพาะจีนและอินเดียแต่อย่างไรก็ตามยังเชื่อว่าจะไม่ยืดเยื้อ
หุ้นได้ประโยชน์
เมื่อกลับมาที่ตลาดหุ้นไทยจะพบว่ามีหุ้นได้ประโยชน์อย่าง
พลังงาน (PTT PTTEP) แต่จะกดดันกับหุ้นอย่างสายการบิน (AAV BA THAI) โรงไฟฟ้า (ต้นทุนปรับขึ้น)
ในเชิงกลยุทธ์การลงทุนนักลงทุนระยะกลางควรมองเป็นโอกาสเข้าสะสม ส่วนระยะสั้นเน้น Wait & See ตลาดยังมีความผันผวนค่อนข้างสูงประกอบกับ Valuation ที่ค่อนข้างแพงด้วย
การเลือกหุ้นในช่วงนี้เน้นที่ Defensive เป็นหลัก อย่างกลุ่มโรงพยาบาล (BCH) ที่เน้นลูกค้าในประเทศ กลุ่มสื่อสาร (ADVANC) มองผลกระทบจำกัด กลุ่มในประเทศอย่างศูนย์การค้า (CPN) การเงิน (MTC SAWAD TIDLOR) ค้าปลีก (CPALL)
ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินสถานการณ์ว่า ความตึงเครียดที่ขยายวงกว้างไปมากกว่า 10 ประเทศ ได้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานโลก และเสี่ยงที่จะทำให้เกิดภาวะอุปทานหยุดชะงัก (Supply Shock) ในระดับสูง
ปัจจัยหลักที่น่ากังวลเกิดจากความเสียหายรุนแรงของโรงกลั่น ARAMCO ซึ่งเป็นโรงกลั่นที่ใหญ่ที่สุดของซาอุดีอาระเบียหลังเกิดไฟไหม้จากการโจมตี รวมถึงประเทศกาตาร์ที่ต้องระงับการผลิตที่โรงงาน LNG ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
นอกจากนี้ การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่รองรับการขนส่งน้ำมันถึง 20% ของโลก แทบจะหยุดสนิทลง แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ จะออกมาประกาศแทรกแซงโดยจัดให้มีประกันภัยการเดินเรือและส่งกองทัพเรือคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันแล้วก็ตาม
เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI เฉลี่ยในเดือนมีนาคม 2569 พุ่งขึ้นถึง 9.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์ Oil Shock ที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอีก 20 ดอลลาร์/บาร์เรล อาจดันให้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ขยับขึ้นเป็น 2.5% และจะส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยออกไปอีก
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
เสี่ยงเผชิญวิกฤตเงินเฟ้อและ Stagflation สำหรับประเทศไทย วิกฤตครั้งนี้ถือเป็นความท้าทายอย่างหนัก เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางสูง โดยมีมูลค่าการขาดดุลการค้ากับภูมิภาคนี้ถึง 15,584 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งกว่า 72.4% ของการนำเข้าคือพลังงาน ในระยะสั้น 1-3 เดือนข้างหน้า
หากราคาน้ำมันดิบตลาดโลกพุ่งทะลุ 100-120 ดอลลาร์/บาร์เรล จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศที่ต้องปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคขยับขึ้นทันที ซึ่งจะเข้ามากดดันกำลังซื้อของประชาชน
ส่วนในระยะยาว ไทยอาจมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ Stagflation (เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจชะลอตัว) ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงจากดุลบัญชีเดินสะพัดที่ติดลบหนักขึ้น และจะเป็นตัวบีบให้รัฐบาลต้องเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด (Renewable Energy) เร็วกว่ากำหนด
กลยุทธ์การลงทุน
ต่างชาติทิ้งเอเชียเหนือ สลับซื้อหุ้นพลังงานไทย ในด้านของตลาดทุน แม้ตลาดหุ้นไทยเพิ่งจะปรับฐานลงแรงกว่า 4% จากแรงเทขายของสถาบันในประเทศเกือบ 6 พันล้านบาท แต่ในภาพรวมระดับภูมิภาค พบว่ากระแสเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ได้เริ่มสลับเม็ดเงินออกจากตลาดหุ้นเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ มาเข้าสะสมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แทน สำหรับตลาดหุ้นไทย
กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี (ENERG + PETRO) ซึ่งมีสัดส่วนใหญ่ที่สุดในตลาดถึง 31% ได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันโลกที่ปรับสูงขึ้น ช่วยพยุงไม่ให้ดัชนีปรับตัวลงลึกเท่าประเทศอื่น
โดยข้อมูลพบว่านักลงทุนต่างชาติเริ่มทยอยเข้าซื้อสะสมหุ้นในกลุ่มพลังงาน เช่น PTT, PTTEP, IVL, PTTGC, BCP รวมถึงหุ้นขนาดใหญ่ที่ราคาปรับฐานลงมาแรงและน่าสนใจอย่าง AOT, BH, BDMS และ CENTEL
ทั้งนี้ บล.เอเซีย พลัส แนะนำให้นักลงทุนติดตามสถานการณ์การตอบโต้ระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่านอย่างใกล้ชิดแบบวันต่อวัน โดยเฉพาะประเด็นผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมแนะนำให้เพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนและกระจายความเสี่ยงให้เหมาะสมในภาวะที่ตลาดมีความผันผวนสูงเช่นนี้
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB